ดาบที่4 ออกเดินทางสู่โบลแวงการ์
posted on 06 Oct 2009 16:11 by lovekit in FairyTaleดาบที่4 ออกเดินทางสู่โบลแวงการ์ (Journey to Bolvangarr)
------------------------------------------------------------------------------
งานเฉลิมฉลองเริ่มต้นขึ้นในเวลาเที่ยงวัน เอรอนสูดหายใจลึกเพื่อตั้งสติให้พร้อม แล้วจึงเสด็จออกมาในนามของดูรอนเจ้าชายแห่งอาซาห์ ประชาชนที่รอรับเสด็จที่สองฝั่งทางเมื่อได้เห็นเจ้าชายดูรอนเสด็จออกมาก็โห่ร้องยินดีเรียกขานพระองค์ดังสนั่น เอรอนขึ้นขี่ม้าขาวนำขบวนซึ่งมีกษัตริย์อารอนควบม้าเดินคู่กันไป ขบวนแห่เดินไปรอบเมือง ประชาชนต่างพากันโปรยดอกไม้ปูทางที่พระองค์ทั้งสองจะเสด็จผ่าน เด็กหญิงตัวน้อยคนหนึ่งผู้ซึ่งมารดาอุ้มอยู่แนบอก พยายามยื่นดอกไม้ในมือน้อยๆนั้นให้เจ้าชายที่กำลังเสด็จผ่าน เอรอนสังเกตเห็นจึงเอื้อมมือไปรับดอกไม้ทั้งที่อยู่ห่างกันมากจากหลังม้า สร้างรอยยิ้มปิติแก่เด็กหญิงตัวน้อยและความปลาบปลื้มแก่ผู้คนที่ได้เห็น
เมื่อกลับมาถึงลานหน้าปราสาท ได้มีการจัดประลองฝีมือตามแบบฉบับพิธีเฉลิมฉลองของราชอาณาจักรอาซาห์ นั่นคือการประฝีมือต่อสู้กันระหว่างหัวหน้ากองอัศวินทั้งสอง และที่พิเศษยิ่งกว่าทุกครั้งก็คือ เจ้าชายดูรอนได้เข้าร่วมการประลองในครั้งนี้ด้วย ทั้งนี้เพื่อเป็นการยืนยันแก่สายตาทหารและประชาชนว่าเจ้าชายดูรอนกลับมาแล้ว
การประลองเริ่มต้นขึ้นเมื่อพระองค์อารอนกษัตริย์แห่งอาซาห์ประกาศนามของนักรบทั้งสอง โกเบิร์คและชีน่า ทั้งสองประลองกันสุดฝีมือราวกับหมายจะสังหารคู่ต่อสู้จริงๆ นั่นเพราะทั้งคู่ต่างรู้ฝีมือของกันเป็นอย่างดี หากไม่ตั้งใจสู้และทุ่มเทให้สุดฝีมือหรือประมาทแม้เพียงนิด คงจะต้องพ่ายแพ้ภายในเสี้ยวนาทีเป็นแน่ อีกอย่างเขาทั้งสองไม่ได้ประมือกันมานานมากแล้ว จึงถือโอกาสนี้วัดฝีมือกันไปด้วยเลย แต่เนื่องจากรู้ทางกันเป็นอย่างดี ต่างคนต่างปัดป้องและหลบหลีกอาวุธของฝ่ายตรงข้ามได้อย่างไม่ลำบาก การประลองของทั้งคู่จึงจบลงในเวลาอันรวดเร็ว ด้วยผลการประลองที่เสมอกันทั้งสองฝ่าย
และแล้วเวลาที่ผู้คนที่นั้นทั้งหมดรอคอยอยู่ก็มาถึง การประลองระหว่างเจ้าชายดูรอนกับหัวหน้ากองอัศวินชุดเกราะโกเบิร์ค เสียงโห่ร้องดังก้องขึ้นเมื่อทั้งสองก้าวเข้ามาสู่สนามประลอง โกเบิร์คคุกเข่าลงข้างหนึ่งมือหนึ่งกุมดาบตั้งไว้ด้านข้างอีกมือหนึ่งกุมไว้แนบอกและน้อมศีรษะลงลง เอรอนแตะดาบของตนลงบนไหล่โกเบิร์ค เป็นการแสดงความเคารพต่อราชวงศ์ก่อนเริ่มการประลองตามแบบฉบับของอาณาจักรอาซาห์ ทั้งคู่ยืนประจันหน้ากันมือกุมดาบที่เปลือยออกจากฝักในท่าเตรียมพร้อมต่อสู้
เมื่อได้รับสัญญาณเริ่มต่อสู้จากกษัตริย์อารอน ทั้งคู่ต่างพุ่งเข้าหาคู่ต่อสู้อย่างรวดเร็ว การต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือดผลัดกันรุกรับอย่างรวดเร็ว เสียงอื้ออึงของผู้คนรอบข้างเงียบสนิท ทุกผู้คนต่างจับจ้องมายังเขาทั้งสอง เอรอนทุ่มสุดตัวโจมตีอย่างต่อเนื่อง ปัดป้องและหลบหลีกอย่างคล่องแคล่ว แม้ว่าฝีมือของเขายังห่างชั้นจากเจ้าชายดูรอนตัวจริงอยู่มากจนไม่อาจเทียบกันได้ แต่ความเร็วและไหวพริบในการต่อสู้นั้นดีมาก ความคล่องแคล่วรวดเร็วในการตวัดดาบนั้นราบรื่นไม่มีสะดุด เรียกได้ว่าถ้าเทียบกันด้วยความคล่องตัว สามารถเทียบเคียงกับเจ้าชายดูรอนได้เลยทีเดียว โกเบิร์คปัดป้องดาบของเอรอนไปพลางหาจังหวะ เขาเองก็ต้องเต็มที่เหมือนกัน เพราะถึงแม้ฝีมือของเขาจะยังแข็งแกร่งกว่าเอรอนมากนัก แต่เอรอนก็ฝีมือพัฒนาก้าวหน้าขึ้นมากจนเขาไม่อาจจะออมมือให้ได้ เมื่อดาบของทั้งคู่ฟาดฟันลงมาประทะกัน ถึงเวลาที่ต้องวัดกันที่พละกำลัง ซึ่งแน่นอนว่าขนาดร่างกายของทั้งคู่นั้นต่างกันไม่น้อย เอรอนย่อมไม่อาจจะต้านทานพละกำลังนั้นได้ และถูกดันจนเสียหลักไปทางด้านหลังก่อนจะยั้งตัวไว้ได้ถึงสองก้าว เมื่อสบโอกาสเหมาะโกเบิร์คพุ่งดาบไปที่หน้าอกเอรอน เอรอนเบี่ยงตัวหลบแล้วจึงฟันลงไปที่ปลายดาบของโกเบิร์คอย่างแรง โกเบิร์คทำทีเป็นว่าดาบถูกแรงฟันจนหลุดมือ แต่ทั้งอย่างนั้นก็ยังทำให้มือของเขาชาไปชั่วขณะเลยทีเดียว โกเบิร์คคิดว่าแม้เขาจะไม่แสร้งทำดาบหลุดมืออย่างนี้ก็ไม่ยังแน่ใจว่าจะทนกุมดาบเอาไว้ได้หรือไม่ เอรอนหันดาบไปที่โกเบิร์ค แล้วการประลองก็สิ้นสุดลง
แน่นอนว่าหากนี่เป็นการต่อสู้จริง โกเบิร์คย่อมไม่มีทางแทงดาบไปจนตนเองเสียจังหวะในการต่อสู้เป็นแน่ อีกทั้งที่ไม่ดึงดาบกลับในทันทีจนพลาดท่าเสียทีแก่ศัตรูนั้นยิ่งเป็นไปไม่ได้ แต่การประลองนี้จัดขึ้นเพื่อแสดงให้ผู้คนทั้งหลายได้เห็นว่าเจ้าชายดูรอนยังทรงมีพลานามัยแข็งแรงดีอยู่ ซึ่งเอรอนก็ทำได้ดีในการที่เขาทุ่มสุดกำลัง แม้แต่เหล่าทหารต่างก็ประจักษ์ในฝีมือ จึงไม่มีใครคิดว่าแท้ที่จริงแล้วโกเบิร์คแสร้งทำเป็นว่าพ่ายแพ้โดยที่สู้สุดฝีมือแล้ว
เมื่อจบพิธีชาวเมืองต่างพากันกินเลี้ยงเฮฮาสนุกสนานกันทุกแห่งหน ราวกับว่าบรรยากาศอึมครึมไร้ชีวิตชีวาในเมืองหลังสงครามที่ผ่านมาจนถึงเมื่อเร็วๆนี้เป็นแค่ฝันไป ทุกคนต่างยินดีที่ได้เห็นเจ้าชายดูรอนมีพระวรกายแข็งแรง ต่างจากข่าวลือต่างๆที่ได้ฟังกันมา
เมื่อเวลาล่วงเลยผ่านไปจนเย็นค่ำ บรรยากาศงานเฉลิมฉลองยังคงมีให้เห็นอยู่ทั่วไป แสงไฟภายในเมืองสว่างไสวกว่าทุกค่ำคืน เอรอนยืนอยู่ที่ระเบียงปราสาทมองลงไปยังตัวเมือง เห็นแสงจากคบไฟดวงเล็กๆตามบ้านเรือนกระจัดกระจายอยู่ทั่วทั้งเมือง เป็นประกายระยิบระยับราวกับดวงดาวบนท้องฟ้าในยามราตรี พลันก็คิดขึ้นว่าช่วงสวยงามยิ่งนัก และมันช่างคุ้มเสียจริงกับการที่เขาต้องทนทรมานฝึกฝนมานาน ชาวเมืองต่างก็สบายใจและรู้สึกปลอดภัยของตนแล้วเมื่อได้เห็นเจ้าชายผู้เป็นที่รักของพวกเขา
“เท่านี้ก็สำเร็จไปขั้นหนึ่งแล้ว” เขาพูดกับตัวเองเบาๆ
“ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเจ้าโดยแท้”
เสียงแห่งกษัตริย์อารอนแว่วมาจากทางด้านหลัง เอรอนตกใจหันกลับไปพบว่าพระองค์เสด็จมาตามลำพังจึงน้อมคำนับแล้วเอ่ยขึ้นว่า
“พระองค์กล่าวเกินไปแล้ว” เอรอนเอ่ย “พระองค์มีเหตุอันใดกับข้าเช่นนั้นหรือ จึงเสด็จมาถึงที่นี่ หากเพียงแต่พระองทรงเอ่ยมาเพียงคำเดียว ข้าก็จักไปเข้าเฝ้าโดยทันทีอยู่แล้ว”
“จะทำเช่นนั้นได้อย่างไรเล่าบุตรชายข้า” กษัตริย์อารอนเอ่ยขึ้น
“ข้าก็เพียงแค่ชอบมองดูบ้านเมืองจากตรงนี้ จึงได้เดินมาที่นี่ก็เท่านั้น เจ้าเองก็ชอบที่นี่หรือ”
“ข้าเพียงแต่บังเอิญผ่านมาเห็นความงดงามนี้เท่านั้นฝ่าบาท”
“จงดูเถอะเอรอน ที่บ้านเมืองกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งก็เพราะเจ้า หากว่าเจ้าไม่อยู่ที่นี่ข้าเองก็ไม่รู้จะปลุกขวัญชาวเมืองได้อย่างไร ข้าขอขอบใจเจ้ามาก”
“ข้าจะเป็นแทนเจ้าชายดูรอน และปกป้องบ้านเมืองนี้ยามมีภัย จนกว่าเจ้าชายจะกลับมาต่อไป”
“การที่เจ้ามาอยู่ที่นี่ อาจจะเพื่อสิ่งนี้ก็เป็นได้ ทุกสิ่งย่อมมีเหตุและผลในตัวมัน การที่เจ้าถูกเรียกมาภพนี้ก็เช่นกัน ย่อมจะมีเหตุผลที่ทำให้ต้องมีเจ้าอยู่ที่นี่เป็นแน่ เหตุผลที่มีเพียงเจ้าเท่านั้นที่จะทำได้ เหตุผลที่เจ้าเท่านั้นจะเข้าใจ ถึงเวลานั้น ขอให้เจ้าจงต่อสู้ด้วยกำลังทั้งหมดที่เจ้ามีและหัวใจเปี่ยมคุณธรรม เมื่อนั้นเจ้าจะพบหนทางที่เป็นของเจ้า หนทางที่เจ้าต้องก้าวเดิน บุตรชายของข้า”
เมื่อพระองค์พูดจบลง สายตาของพระองค์มองไปยังขอบฟ้าไกล ดวงตาเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นแต่กลับแฝงไปด้วยความเศร้า ราวกับกำลังคิดถึงสิ่งบางอย่างอยู่ในใจ เอรอนจึงน้อมคำนับและจากออกมาอย่างเงียบๆ จากนั้นจึงเดินกลับไปยังห้องของตน
“เอาล่ะ ทีนี้เรื่องที่ต้องทำก็สำเร็จไปหนึ่งเรื่องแล้ว” เอรอนพูดกับตัวเองเบาๆ
“ข้าจะทำอะไรต่อจากนี้ดี สิ่งต่อไปที่ข้าควรทำคืออะไร”
ฉับพลันเอรอนก็รำลึกถึงภาพหญิงสาวในความฝัน
“ข้าจะรอท่านอยู่ที่นั่น โปรดจงรีบมาหาข้า”
เสียงจากความฝันดังก้องอยู่ในหัวของเอรอน
“ใช่แล้ว ข้าต้องปรึกษาเรื่องนี้กับเอโอแวน นี่ข้าลืมไปได้อย่างไรนี่”
เอรอนอุทานออกมาเสียงดัง ก่อนจะรีบวิ่งไปยังหอคอยที่ตั้งของห้องหนังสือที่เอโอแวนอยู่เป็นประจำ เมื่อเอรอนมาถึงก็เปิดประตูเข้าไปอย่างร้อนรน
“ท่านผู้เฒ่าเอโอแวน” เอรอนเอ่ยเรียก “ข้ามาหา..ท่าน......”
เสียงของเอรอนแผ่วลงเมื่อได้พบว่าเอโอแวนไม่อยู่ที่นั่น เอรอนจึงออกจากห้องและเดินกลับลงมา เขาเดินไปที่ห้องของเซียร์เพื่อที่จะถามนางว่าผู้เฒ่าอยู่ที่ไหน เผื่อว่านางจะรู้ แต่คำตอบที่ได้รับก็คือไม่ เซียร์ขันอาสาจะช่วยออกตามหา พวกเขาแยกกันไปถามทหารและผู้คนที่พวกเขาเดินผ่าน ชีน่ามาพบเข้าจึงได้ช่วยตามหาอีกแรง แต่ก็ไม่พบ
ทั้งสามออกไปตามหาในเมืองจนมาพบกันที่บาร์เหล้าหน้าปราสาท ข้างในนั้นยังคงดื่มฉลองกันอยู่อย่างสนุกสนาน ที่นั่นโกเบิร์คกำลังแข่งขันงัดข้ออยู่กับนายทหารอีกคนหนึ่ง ผู้คนที่รายล้อมโต๊ะที่ใช้แข่งขันอยู่ต่างก็ส่งเสียงเชียร์ชายทั้งสองบ้างก็วางเดิมพันกัน เมื่อโกเบิร์คเห็นทั้งสามคนเข้ามาจึงเร่งกำลังกดแขนคู่แข่งนายทหารผู้นั้นต้านไม่ไหวถูกกดแขนลงไปที่พื้นโต๊ะเสียงดัง โกเบิร์คจึงลุกขึ้นเดินมาหาพวกเขาทั้งสาม เมื่อได้ทราบเรื่องโกเบิร์คจึงกล่าวว่า
“พวกท่านจะตามหาท่านนักปราชญ์ ด้วยเหตุอันใดกันล่ะ”
“ข้ามีเรื่องที่จะต้องปรึกษากับเขาน่ะ อีกอย่างท่านเอโอแวนก็นัดข้าเอาไว้ด้วย ก็ไม่น่าจะไปไหนเลยนี่นา”
เอรอนเล่าให้ทั้งสามฟังถึงเรื่องราวเมื่อตอนเช้า
“แต่ผู้เฒ่าก็บอกว่าจะตรวจสอบอะไรบางอย่างมิใช่หรือ ท่านอาจจะกำลังค้นหาตำราเก่าแก่ที่หอตองแอลเคเชียก็เป็นได้” โกเบิร์คกล่าว
“แต่ข้าก็ไปดูที่นั่นมาแล้วนะ แล้วก็ไม่พบร่องรอยใดๆ ว่าจะมีคนเข้าไปในนั้นเลย แล้วท่านล่ะชีน่าได้ยินอะไรมาจากพวกชาวเมืองบ้างหรือไม่” เซียร์พูด
“ไม่เลย ไม่มีใครพบเห็นท่านผู้เฒ่าเลย แล้วทางท่านล่ะท่านดูรอน”
“ไม่เลย ข้าเองก็ไม่พบและไม่ได้เบาะแสอะไรเลย”
สิ้นเสียงเอรอน ทั้งสี่คนก็ครุ่นคิดว่าท่านผู้เฒ่าจะหายไปที่ไนได้ เมืองนี้กว้างใหญ่ก็จริงแต่ถ้าท่านไปที่ไหนในเมือง ก็น่าจะมีชาวเมืองพบเห็นท่านบ้าง แต่กลับไม่มีใครพบเจอ เอรอนพลันก็เอะใจขึ้นมาว่า ในงานพิธีเมื่อกลางวันก็ไม่เห็นท่านอยู่ที่ไหนเลย และวันนี้ทั้งวันก็ไม่มีใครเลยในสี่คนนี้นอกจากเอรอน ผ่านไปพักหนึ่งเมื่อทั้งสี่ต่างก็คิดไม่ออกว่าจะไปหาท่านผู้เฒ่าได้ที่ไหน เอรอนจึงตัดสินใจว่า เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยไปรอพบผู้เฒ่าที่ห้องหนังสือก็แล้วกัน จากนั้นทั้งสี่ก็นั่งดื่มฉลองด้วยกัน เพราะโกเบิร์ครบเร้าให้ดื่มด้วยกัน เอรอนผู้ไม่เคยดื่มเหล้ามาก่อน เมื่อต้องมาดื่มเหล้ารัมแก้วโต จึงรู้สึกเมาในทันที ชีน่าเห็นท่าไม่ดีจึงอาสาที่จะพาเอรอนกลับไปที่ห้องพัก เพราะจะให้ทหารกับชาวเมืองเห็นสภาพเมามายของเจ้าชายคงไม่ดี ถึงแม้เขาพึ่งจะเริ่มเมาก็เถอะ โชคดีที่ทุกคนกำลังสนุกสนานกันอยู่เลยไม่มีใครทันสังเกต
เมื่อชีน่าพยุงตัวเอรอนมาจนถึงห้องนอนและปล่อยตัวลงบนที่นอนและจัดแจงท่าทาง เอรอนคว้าคอชีน่าลงมากอดไว้ ชีน่าตกใจแต่เอื้อมแขนไปรั้งตัวไว้ไม่ทันจึงถลันลงไป ในขณะที่ชีน่ากำลังดันตัวเองลุกขึ้นก็ได้ยินเอรอนละเมอออกมาว่า
“ท่านแม่ ข้ากลับมาแล้ว”
ชีน่าได้ยินดังนั้นจึงหายตกใจและไม่ถือสาอะไร พลางคิดในใจว่า เอรอนต้องมาอยู่ในโลกที่ตนไม่รู้จัก อยู่ในที่ที่ไม่ใช่ที่ของตน ย่อมต้องอยากกลับไปที่บ้านตน ชีน่ายืนมองดูเอรอนผู้มีใบหน้าไม่ต่างไปจากเจ้าชายดูรอนผู้ซึ่งนางรักและเทิดทูน ใบหน้ายามหลับของเอรอนทำให้นางคิดถึงเจ้าชายดูรอนจนจับใจ นางจึงเข้าใจจิตใจของเอรอน ว่าการต้องอยู่ห่างไกลจากผู้เป็นที่รักและญาติมิตรนั้นจะต้องอ้างว้างและปวดใจเพียงใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของเอรอน ที่แม้อยากจะกลับไปพบก็ไม่มีทางให้กลับไปได้ ชีน่าจึงตั้งใจว่าจะตอบแทนเอรอนเรื่องที่เขาทนพยายามร่ำเรียนภาษาและฝึกฝนร่างกายอย่างหนัก จนสามารถแสดงตัวเป็นเจ้าชายได้อย่างแนบเนียน ชาวเมืองและทหารจึงได้มีกำลังใจและเป็นสุขกันเช่นนี้ ด้วยการปฏิญาณต่อตนเองว่าจะช่วยเหลือชายผู้นี้ให้หาทางกลับโลกเดิมให้จงได้ จากนั้นนางจึงจุมพิตที่หน้าผากเอรอนอย่างอ่อนโยนแล้วเดินกลับออกมาจากห้องเพื่อกลับไปที่บาร์
. . . . . . . . . .
รุ่งเช้าเมื่อเอรอนตื่นขึ้น เขารู้สึกมึนศีรษะเล็กน้อย คงเป็นเพราะดื่มเหล้ารัมเสียจนเมาเมื่อคืนนี้เป็นแน่ สักพักเมื่อเขานึกขึ้นมาได้ เขาจึงรีบไปที่ห้องหนังสือของเอโอแวน แต่ก็ไม่พบท่านผู้เฒ่าอีกเช่นเมื่อวาน เขาจึงรออยู่ในนั้นพลางก็เดินหยิบหนังสือจากชั้นมาอ่านเล่มนั้นบ้างเล่มนี้บ้าง จนเวลาผ่านไปสักครู่หนึ่งเอโอแวนก็ยังไม่มา เขาจึงเดินไปนั่งที่โต๊ะของเอโอแวน พลันสายตาก็ไปสะดุดเข้าที่หนังสือเล่มใหญ่โตเล่มหนึ่งที่มีปกทำจากหนังแกะ เขาเห็นว่าแปลกดีจึงจะเปิดขึ้นมาอ่าน เขานั่งอ่านผ่านๆไปเรื่อยๆอย่างไม่รีบร้อนอะไรด้วยว่าต้องรอเอโอแวนอยู่ในห้องจึงไม่มีอะไรทำ แล้วเอรอนก็รู้ว่าที่แท้แล้วนี่คือหนังสือที่ผู้เฒ่าเอโอแวนใช้บันทึกเรื่องราวที่ได้พบสมัยที่เขายังเยาว์วัย เอรอนอ่านไปก็พบว่ามีแต่เรื่องราวที่น่าทึ่งทั้งนั้น มีแต่สิ่งที่เขาไม่รู้จักและไม่มีอยู่บนโลกของเขาเต็มไปหมด เอรอนเพลิดเพลินกับการอ่านเรื่องราวของหมีอิกซี่ ซึ่งผู้เฒ่าเอโอแวนได้ไปพบเจอมาจากแดนใต้ เป็นหมีสีขาวตัวใหญ่มหึมา มีสติปัญญาเป็นเลิศและพูดคุยชื่อสารกันด้วยภาษาพราย
“ภาษาพรายอย่างนั้นรึ พรายคืออะไรกันนะ” เขาพูดเบาๆ
เอรอนเปิดหน้าต่อไปและต่อๆไป ได้อ่านเรื่องราวตอนที่ไปพบเจอกับศิลาลอยฟ้าเข้ากลางทะเลตะวันตก ตอนได้เจอกับต้นไม้เดินได้พูดได้ที่ปกติจะชอบยืนหลับไม่ขยับตัว ตอนต่อสู้กับสัตว์ประหลาดตัวใหญ่ยักษ์ที่แดนตะวันออก ตอนได้เจอกับภูติป่าปิ๊กโม่และภูติดอกไม้มิมนี่ ตอนได้ไปพบมนุษย์เงือกที่หมู่เกาะทางตะวันตก
“หืม.... เงือกอย่างนั้นเหรอ อยากเห็นจริงๆ”
เอรอนเปิดอ่านไปอย่างเพลิดเพลิน บางหน้าก็มีภาพวาดประกอบ จึงได้รู้จักสิ่งมีชีวิตแปลกๆ ภูติพราย และสถานที่ที่น่าตื่นตาตื่นใจมากมาย เขาเปิดอ่านเรื่อยมาจนถึงหน้าหนึ่งที่มีภาพวาดของหญิงสาวที่หน้าซ้าย แรกเลยนั้นเอรอนไม่ได้สนใจสักเท่าไหร่ เมื่อเห็นก็เพียงแค่คิดว่าเป็นรูปของใครกันหนอช่างสวยเสียจริง แล้วก็อ่านบันทึกที่หน้าขวาต่อด้วยกำลังสนุก ซึ่งต่อจากนี้ไม่นาน เขาจะได้รู้ถึงสาเหตุที่ผู้เฒ่าเอโอแวนหายตัวไป
“พรายป่ารึ นี่อย่างไรเล่าภาษาพราย”
เอรอนพูดออกมาด้วยกำลังสงสัยมาตั้งแต่อ่านเรื่องราวของหมีอิ๊กซี่ว่าภาษาพรายเป็นอย่างไร เขาอ่านต่อไปแต่มีคำศัพท์หลายคำเหลือเกินที่เขาไม่รู้ความหมาย แล้วยังตัวอักษรแปลกๆ ที่เขียนอยู่ตรงกลางหน้านี่อีกเล่า เขาพยายามอ่านตีความเท่าที่อ่านได้ พลางก็นึกไปว่าเหตุใดในหน้าที่ผ่านมาท่านผู้เฒ่าเขียนด้วยภาษาธรรมดา แต่พอมาถึงหน้านี้กลับใช้คำศัพท์แปลกๆเต็มไปหมด ซึ่งนั่นก็เพราะว่าเอโอแวนได้บันทึกสิ่งที่ไม่ควรเปิดเผยแก่คนทั่วไป ซึ่งได้รู้มาจากเหล่าพรายป่าเอาไว้ในหน้านี้นั่นเอง เขาจึงเขียนมันเอาไว้เป็นรหัสลับ และยังแทรกภาษาพรายป่าและสัญลักษณ์ภาษาโบราณลงไปด้วย
แต่ในส่วนของตัวอักษรแปลกๆ ที่เขียนอยู่ตรงกลางหน้าเป็นประโยคยาวหลายบรรทัด นั่นก็คือภาษาพรายโบราณซึ่งเอโอแวนในตอนนั้นยังตีความไม่ออก เขาเห็นว่ามันถูกสลักเอาไว้ในสถานที่ซึ่งมีความสำคัญ และเป็นร่องรอยอันหลงเหลือจากยุคของมหาสงครามครั้งก่อน เอโอแวนจึงคัดมันออกมาลงในสมุดเล่มนี้
เมื่อเอรอนไม่อาจตีความหมายของบันทึกหน้าที่ตนอ่านออกมาได้ จึงบังเกิดความสงสัยขึ้นในใจอย่างล้นเหลือ เขาคิดในใจว่าเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับพรายป่านี้ช่างลึกลับเสียจริง แต่ก็มีใจความบางส่วนที่เขานั้นตีความหมายได้คร่าวๆ ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญมากมายนัก ซึ่งมีใจความดังนี้
“ในวันที่สองที่พำนักอยู่ที่… ที่แห่งนี้ช่างงดงามเกินกว่าจะบรรยาย ทั้งความมหัศจรรย์ของ…และหมู่แมกไม้ ท่ามกลางป่าทึบแห่งนี้...อันใหญ่โตและ....................งดงาม ข้าได้พบกับธิดาของกษัตริย์แห่งเหล่าพรายป่า นางช่างงดงามและชวนให้หลงใหล เสียจนข้ามิอาจจะมองเข้าไปยังดวงตาของนางได้นานนัก และช่างเป็นเกียรติแก่เอโอแวนผู้นี้ ที่โปรดอนุญาตให้ข้าได้เขียนภาพของ...........เจ้าหญิงแห่งเหล่าพรายป่า”
แม้ว่าจะจับใจความได้ แต่ก็ยังมีคำบางคำที่เขาไม่สามารถจะอ่านได้ มันถูกเขียนเป็นคำด้วยตัวอักษรที่เอโอแวนไม่เคยสอนให้แก่เอรอน แต่จับใจความได้เพียงเท่านี้เขาก็รู้ได้ในทันทีว่า ภาพวาดของสตรีผู้งดงามที่หน้าซ้ายก็คือเจ้าหญิงแห่งเหล่าพรายป่า พรายป่าที่เขาอยากรู้จักเป็นหนักหนา เขาจึงหันไปมองยังรูปวาดของสตรีผู้งดงามที่หน้าซ้าย ด้านล่างเขียนเอาไว้ด้วยอักษรแบบเดียวกับที่เขาอ่านไม่ออก
“นี่คงจะเป็นภาษาพรายกระมัง แล้วก็ดูเหมือนจะเป็นชื่อของนาง”
เอรอนเอ่ยพึมพำกับตนเอง จากนั้นจึงมองดูรูปวาดอย่างพินิจพิเคราะห์ เขารู้สึกสะกิดใจบางอย่างในรูปนี้เมื่อได้มองอย่างตั้งใจ มิใช่มองแค่ผ่านๆเหมือนเมื่อสักครู่นี้ เอรอนเพ่งพิศไปมาทั้งภาพก็รู้สึกว่าคุ้นตา เอรอนจึงเหยียดกายเอนพิงพนักเก้าอี้หลับตาลง เขาพยายามนึกว่าเขาเคยเห็นภาพนี้ที่ไหน ฉับพลันนั้นภาพของสตรีผู้ซึ่งมอบหัวธนูที่ถูกมัดกับสายหนังซึ่งกำลังคล้องคออยู่อันนี้แก่เขา ผู้ซึ่งเขาฝันเห็นเมื่อคืนก่อน เขาคิดในใจว่ามันช่างบังเอิญเสียจริงที่ภาพใบหน้าของสตรีคนที่มอบสายสร้อยนี้แก่เขา มาซ้อนทับกับเจ้าหญิงของเหล่าพรายป่าเสียได้ แต่ในขณะที่กำลังเอนกายอยู่นั้น เขาก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อคิดขึ้นมาได้ว่า เอโอแวนกล่าวกับเขาเอาไว้ ว่าจะไปตรวจสอบอะไรบางอย่างเกี่ยวกับสตรีในความฝันของเขาหลังจากเขาเล่าให้ฟังเมื่อเช้าวานนี้
“จะต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกันแน่ๆ สตรีผู้นั้นกับเจ้าหญิงพรายในภาพนี้”
เขาแพ่งมองภาพวาดที่แสนเก่า เอรอนสังเกตเห็นว่าในรูปนี้นางหันหน้าไปทางขวาเล็กน้อย ข้างศีรษะของนาง สิ่งที่เขาคิดว่าเป็นเครื่องประดับผม เมื่อมองดูที่ภาพนั้นดีๆจึงได้เห็นว่านั่นคือใบหู ใบหูที่ยาวแหลมจนปรากฏออกมานอกเรือนผม เขาพยายามนึกว่าสตรีผู้ที่เขาเห็นในความฝันนั้นมีใบหูแบบนี้ด้วยหรือไม่ แต่ว่าเขาก็นึกไม่ออก เวลาผ่านไปจนเย็นค่ำเอรอน เอรอนออกมาจากห้องหนังสือและเดินกลับไปยังห้องของตน เขาครุ่นคิดถึงแต่เรื่องสตรีในความฝันกับเจ้าหญิงพรายในภาพวาด แล้วเขาก็หลับไป
เวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า ข่าวเรื่องการหายตัวไปของพ่อมดเฒ่าเอโอแวน ล่ำลือกันไปถึงชาวเมือง ท่ามกลางความสงสัยของผู้คนว่าผู้เฒ่าหายไปไหน เอรอนคิดไม่ตกเกี่ยวกับเรื่องเจ้าหญิงพราย เขายังคงครุ่นคิดว่าสิ่งที่เกี่ยวข้องกันของนางทั้งสองคืออะไร เพื่อที่จะโยงไปถึงการหายตัวไปของเอโอแวน
ในรุ่งเช้าของวันที่สิบนับจากวันที่เอโอแวนหายตัวไป พ่อมดเฒ่าควบม้ามาจากทางทิศตะวันออก ชาวเมืองและทหารที่พบเห็นต่างก็บอกต่อกันไปว่า เอโอแวนจอมมนตราแห่งอาซาห์กลับมาแล้ว ผู้คนที่ได้ยินต่างก็ยินดี เพราะต่างก็เป็นห่วงและสงสัยว่าผู้เฒ่าหายไปไหน เมื่อเอโอแวนมาถึงปราสาทก็รีบลงจากม้าแล้วเดินจ้ำเข้าไปในปราสาทมุ่งสู่ห้องบัลลังก์ เมื่อเข้ามาถึงเขาก็รีบร้อนเอ่ยขึ้นว่า
“ฝ่าบาท กระหม่อมมีเรื่องจะต้องแจ้งให้พวกเราได้ทราบเป็นการด่วน”
กษัตริย์อารอนได้ยินดังนั้นอีกทั้งยังเห็นท่าทางที่รีบร้อนของเอโอแวน ก็เข้าใจความหมายแอบแฝงในคำพูดที่ออกจะแปลกของเอโอแวน นั้นคือการใช้คำว่า”พวกเรา”ซึ่งโดยปกติควรจะใช้คำว่า”พวกท่าน” พระองค์จึงบอกแก่ทหารให้เรียกตัวเจ้าชายดูรอน เจ้าหญิงซาช่า ชีน่า โกเบิร์ค และเซียร์ มาเข้าเฝ้าเป็นการด่วนที่สุด ทั้งนี้เพราะพระองค์เข้าใจโดยทันทีว่า”พวกเรา”ที่เอโอแวนพูดนั้นหมายถึงเจ็ดผู้ล่วงรู้ความลับของดูรอนนั่นเอง เมื่อสิ้นเสียงรับสั่งทหารวิ่งออกไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับบอกต่อคำสั่งไปยังทหารนายอื่นๆให้ช่วยกันแจ้งเรื่องนี้ เพื่อให้คนทั้งห้าที่ถูกเรียกได้รับเรื่องเป็นการด่วนที่สุด
เมื่อทั้งห้ามาถึงอย่างเร่งรีบ กษัตริย์อารอนจึงสั่งให้ทหารออกไปด้านนอก และเฝ้าประตูไว้ให้ดีห้ามให้มีผู้ใดแอบฟังเป็นอันขาด จากนั้นกษัตริย์อารอนจึงกล่าวว่า
“ท่านมีเหตุด่วนอันใด ก็เร่งพูดเข้าเถิด ข้าเองก็มีเรื่องอยากจะถามท่านมากมายนัก”
“เวลานั้นได้มาถึงแล้ว เวลาแห่งการต่อสู้ที่ข้าเฝ้าหวาดหวั่น เอรอนจะต้องออกเดินทางเดี๋ยวนี้ มีแต่เขาผู้มาจากต่างพิภพเท่านั้นที่จะยุติอาเพศครั้งนี้ได้ ขอพระองค์ได้โปรดอนุญาตด้วยเถิด”
“ท่านพูดถึงเรื่องอะไรกันแน่เอโอแวน ท่านจะให้ข้าอนุญาตในสิ่งใด ขอให้ท่านใจเย็นลงสักหน่อยก่อนเถิด และเมื่อท่านใจเย็นลงแล้วก็ขอจงอธิบายเรื่องราวให้กระจ่างสักหน่อยเถิดพ่อมดเฒ่า”
“เราไม่มีเวลาแล้วฝ่าบาท ขอได้โปรดมีรับสั่งให้เอรอนออกเดินทางในนามของดูรอนเป็นการด่วนเถิดฝ่าบาท”
กษัตริย์อารอนจึงทรงมีรับสั่งไปตามนั้น ด้วยเชื่อในผู้เฒ่าเอโอแวนผู้นี้ พ่อมดเฒ่าผู้ซึ่งสอนสิ่งต่างๆให้พระองค์มาตั้งแต่ครั้งพระองค์ยังเยาว์วัย ตราบจนบัดนี้หลายสิบปีที่ผ่านมา คำแนะนำจากเอโอแวนนั้นไม่เคยผิดพลาด เหล่าทหารที่ถูกเรียกเข้ามาฟังรับสั่งรับคำ แล้วต่างก็เร่งรีบออกไปจัดเตรียมเสบียงอาหารและสิ่งอื่นๆให้พร้อมสำหรับการเดินทางของเจ้าชาย เมื่อมีรับสั่งมาดังนั้นแล้ว เอโอแวนจึงบอกแก่เอรอนและเซียร์ว่า
“จงรีบไปเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเดินทางไกล แล้วไปพบกับข้าที่ห้องหนังสือ”
ทั้งคู่ต่างก็รีบกลับไปยังห้องของตนเพื่อจัดเก็บสิ่งของที่จำเป็น แล้วจึงรีบไปพบเอโอแวนยังที่นัดหมาย เมื่อมาถึงก็พบว่าชีน่า,โกเบิร์ค,เจ้าหญิงซาช่า และกษัตริย์อารอนมารออยู่ก่อนแล้ว เอโอแวนเห็นว่าสมุดบันทึกของตนถูกเปิดออกค้างอยู่ที่หน้านั้น เอโอแวนจึงเอ่ยถามแก่เอรอนว่า
“เจ้าเป็นคนเปิดบันทึกนี้อ่านรึ เอรอน”
“ขออภัยท่านเอโอแวนที่ข้าถือวิสาสะอ่านหนังสือของท่าน”
“แล้วเจ้าเข้าใจอะไรบ้างแล้วหรือ เอรอน”
“ไม่.. ข้าไม่เข้าใจอันใดเลย จริงสิข้ามีข้อสงสัยอยากจะถามท่าน เกี่ยวกับภาพวาดนั้น”
“ข้าเป็นผู้วาดภาพนี้เอง นางคือ..”
“เรื่องนั้นข้าทราบแล้ว นางคือเจ้าหญิงของเหล่าพรายป่า แต่ที่ข้าสงสัยก็คือ นางเกี่ยวข้องอันใดกับสตรีผู้ซึ่งมอบสิ่งนี้ให้แก่ข้า ท่านบอกข้าไว้ก่อนจะหายตัวไปว่าจะตรวจสอบเรื่องบางอย่างของนาง”
เอรอนพูดไปพร้อมทั้งถอดสร้อยหนังยื่นไปให้เอโอแวนดู
“ข้าสะกิดใจในลักษณะที่เจ้าเล่าให้ฟัง ของสตรีผู้ที่ช่วยเจ้าไว้ ณ กลางป่าตะวันออก และมอบสิ่งนี้แก่เจ้า ข้าจึงหยิบเอาบันทึกเล่มนี้ออกมาอ่านเพื่อตรวจสอบเรื่องราวที่น่าจะเกี่ยวกับนาง”
เอโอแวนพูด จากนั้นจึงหันมาทางเอรอนแล้วเอ่ยต่อไปว่า
“ใช่แล้ว สตรีผู้นั้นคือเจ้าหญิงแห่งเผ่าเอลฟ์ ข้ามั่นใจตั้งที่ได้เห็นลายสลักบนหัวลูกศรที่เจ้าให้ข้าดูเมื่อวันก่อน”
“เอลฟ์... ท่านว่าเอลฟ์ เช่นนั้นหรือท่านเอโอแวน ท่านหมายถึงพรายป่าเช่นนั้นรึ” เอรอนพูด
“ใช่แล้ว พวกเขาเรียกตนเองว่าเอลฟ์ เป็นภาษาโบราณที่หมายถึงวิญญาณแห่งป่า แต่เรื่องที่นางผู้นั้นคือเจ้าหญิงแห่งเอลฟ์นั้น ไม่ใช่เรื่องที่ข้าต้องมาค้นคว้าตรวจสอบ”
“เช่นนั้นแล้วท่านตรวจสอบเรื่องใดกันหรือเอโอแวน จึงได้หายตัวไปเช่นนี้”
กษัตริย์อารอนเอ่ยขึ้น ด้วยกำลังสงสัยว่าพ่อมดเฒ่าไปพบเจอสิ่งใดมากันแน่ ถึงต้องรีบร้อนบอกให้เอรอนออกเดินทางเช่นนี้ แต่ส่วนเรื่องที่เอรอนได้พบกับเจ้าหญิงแห่งเอลฟ์นั้นเอโอแวนได้เล่าให้ทั้งสี่คนได้ฟังแล้วในระหว่างที่กำลังรอเอรอนอยู่ในห้องหนังสือเมื่อสักครู่
“เรื่องนั้นข้าเองก็กำลังจะเล่าให้ฟังต่อจากนี้ แต่ก่อนอื่นข้าคงต้องเท้าความไปถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้เสียก่อน”
เอโอแวนเอ่ยตอบ ว่าแล้วเอโอแวนก็เล่าถึงเรื่องราวโบร่ำโบราณให้คนทั้งหกได้ฟัง
“ในยุคก่อนมหาสงครามซึ่งถูกเรียกว่ารอยน้ำตาแห่งธราเอเรียนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างเอลฟ์กับมนุษย์นั้นยังคงเป็นไปด้วยดี มนุษย์และเอลฟ์ยังคงอาศัยอยู่ร่วมกัน แต่ทว่าหลังจากมหาสงครามครั้งนั้นเหล่าเอลฟ์ต่างก็พากันหลบเข้าไปอาศัยอยู่ในป่าลึก และตั้งแต่นั้นมาพวกเขาก็ไม่เคยปรากฏกายให้มนุษย์ได้พบเห็นอีกเลย ในตอนที่เหล่าเอลฟ์พากันหลบเข้าไปอยู่ในป่านั้น พวกเขาได้กล่าวเอาไว้แก่มนุษย์เป็นใจความว่า ยามใดที่เงื่อนไขของคำสาปแห่งจอมปิศาจครบถ้วน พวกเขาจะกลับออกมาและต่อสู้ร่วมกันกับมนุษย์อีกครั้ง เมื่อจอมปิศาจกลับคืนชีพ”
“จอมปิศาจจะคืนชีพเช่นนั้นรึ เป็นเรื่องจริงรึนี่”
กษัตริย์อารอนพูดออกมาด้วยความตกใจ เพราะมหาสงครามเมื่อครานั้นผ่านมาเนิ่นนานเกินกว่าพันปีเห็นจะได้ เอโอแวนจึงชี้ไปที่ข้อความยาวๆ ที่เขียนอยู่ตรงกลางหน้ากระดาษในสมุดบันทึกเล่มใหญ่ของเขา จากนั้นจึงเล่าต่อไปว่า
“ข้าไปพบข้อความนี้เข้า บนป้ายสลักหินซึ่งอยู่ในดินแดนแห่งเอลฟ์ มันถูกสลักเอาไว้ด้วยภาษาเอลฟ์โบราณ ในขณะนั้นข้ายังไม่สามารถจะตีความของมันได้ ข้าจึงได้คัดเอาไว้ในบันทึกนี้ ตั้งใจว่าจะนำมาศึกษาในภายหลัง แต่ข้าก็กลับหลงลืมไป จนเมื่อวันก่อนที่ข้าได้เห็นมันเข้าอีกครั้ง จึงเป็นเหตุให้ข้าต้องรีบเร่งอย่างที่สุด เพื่อกลับเข้าไปยังป่าลึกลับ ที่อยู่ของเหล่าเอลฟ์อีกครา”
ใช่แล้ว เขาไปพบมันเข้าที่สถานที่ที่เรียกว่าเนินแห่งการลาลับ เขาคัดมันออกมาจากป้ายสลักหินที่ตั้งอยู่ข้างสถานที่ซึ่งร่างของเจ้าชายแห่งเหล่าพรายหลับใหล ในแผ่นดินของเหล่าพราย ผู้ซึ่งต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับอวารอนปฐมกษัตริย์ของเหล่ามนุษย์แห่งพิภพธราเอเรีย เมื่อครั้งมหาสงครามพิภพธราเอเรีย ซึ่งต่อมาในภายหลังสงครามในครานั้นถูกเรียกว่ารอยน้ำตาแห่งธราเอเรีย ในครั้งนั้นถึงแม้ว่าจะสามารถทำลายจอมปิศาจลงได้ หากแต่คำสาปยังคงผลอยู่จนถึงปัจจุบัน รอคอยวันที่เงื่อนไขทั้งหมดจะครบถ้วน แล้วจอมราชันย์ปิศาจจะคืนชีพ
“เหตุนี้เองสินะที่ทำให้ท่านหายตัวไปโดยไม่ได้แจ้งแก่ผู้ใด แล้วข้อความในบันทึกมันเขียนไว้ว่าอย่างไรรึเอโอแวน”
กษัตริย์อารอนกล่าวขึ้น จากนั้นเอโอแวนจึงบอกแก่คนทั้งหกว่ามันเขียนเอาไว้ถึงเงื่อนไขของคำสาปแห่งจอมปิศาจว่า
ยามเมื่อสายเลือดแห่งอวารอนสิ้นลง
เจ้าชายผู้สิ้นชีพกลับพื้นคืน อวารอนผู้กลับมาเกิดใหม่
ข้าจะคืนสู่พิภพ
“นั่นหมายความว่าอย่างไร ข้าไม่เข้าใจ มันเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างไร” เอรอนเอ่ยถาม
“คราแรกข้าเองก็ไม่เข้าใจเท่าใดนัก แต่ข้าก็มั่นใจอยู่เรื่องหนึ่ง นั่นคือการที่เจ้าหญิงแห่งเอลฟ์เดินทางออกมาจากป่าลึกลับต้องห้าม จนได้พบเข้ากับเอรอนนั้น เป็นไปตามคำบอกเล่าเมื่อครั้งก่อน ในเมื่อเอลฟ์ออกเคลื่อนไหวนั้น ย่อมต้องหมายความว่าจอมปิศาจกำลังจะคืนชีพ เงื่อนไขที่ข้าตีความไม่ได้คงจะต้องครบแล้วเป็นแน่ ข้าจึงได้เข้าไปยังป่าเอลฟ์เพื่อถามให้แน่ใจ”
เมื่อเอโอแวนพูดจบก็ได้หยิบม้วนกระดาษในห่อสัมภาระขึ้นมากางลงบนโต๊ะ พร้อมกับกล่าวว่าสิ่งนี้คือบันทึกบทเพลงบทหนึ่ง ที่ใช้ร้องขับขานต่อกันมาของเหล่าเอลฟ์ ข้าจึงแปลและจดบันทึกเอาไว้ ทั้งหกคนต่างก็มองไปยังม้วนกระดาษที่เอโอแวนกางออก ซึ่งอ่านได้ความว่า
สายเลือดแห่งอวารอนผู้เกรียงไกร ท่านมาจากที่แห่งใด
ท่านคือเจ้าชายแต่หาใช่เจ้าชาย ท่านมาจากที่แห่งใด
ในค่ำคืนที่ดาวพร่างพราวเต็มฟ้า แสงหนึ่งหลับใหล พลันอีกแสงสว่างไสว
ท่านคือเจ้าชายหรือเป็นผู้ใด ท่านคือใครหนอ ท่านคือใคร
สายเลือดแห่งอวารอนผู้เกรียงไกร ท่านจากไปอยู่แห่งหนใด
สิ้นแล้วเจ้าชายเลือดแห่งอวาลอน ท่านจากไปไม่กลับมา
เจ้าชายสู่แดนนิรันดร์ หนึ่งผู้จากไป หนึ่งผู้กลับมา
จงเปิดประตูสู่แดนไกล เจ้าชายจะกลับคืน
เมื่ออ่านจบทุกคนต่างก็คิดได้ต้องกันว่า สายเลือดแห่งอวาลอนก็คือราชวงศ์อีเลแกรธ ผู้ที่เป็นเจ้าชายแต่หาใช่เจ้าชายก็คือเอรอน สิ้นเลือดอวารอนเจ้าชายสู่นิรันดร์ก็คือเจ้าชายดูรอนที่หายไป หนึ่งผู้จากไปหนึ่งผู้กลับมาคือดูรอนกับเอรอน เปิดประตูสู่แดนไกลคือพิธีกรรมที่เซียร์เปิดประตูมิติเรียกเอรอนมาจากต่างภพ
“เดี๋ยวสิ สิ้นเลือดอวารอนเจ้าชายสู่นิรันดร์ มันหมายความว่าอะไรกัน เดี๋ยวสิ... นี่... มันไม่จริงใช่ไหม”
ชีน่ากล่าวออกมาเสียงสั่น เมื่อได้อ่านบทเพลงที่เป็นดังคำทำนาย หากข้อความตามทำนายนี้เป็นจริง ซึ่งนางก็เห็นว่ามันตรงตามสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด นั่นหมายความว่าผู้ซึ่งเป็นที่รักของนาง เจ้าชายดูรอนสิ้นแล้ว เมื่อได้รู้ถึงเรื่องนี้ พระองค์อารอนทรงมีสีหน้าเศร้าหมองลงอย่างเห็นได้ชัด เจ้าหญิงซาช่าทรุดตัวลงร่ำไห้ โกเบิร์คนั้นเงยหน้าขึ้นพยายามข่มใจจากความเศร้า อดกลั้นไว้เพื่อไม่ให้ใครได้เห็นน้ำตาของอัศวินแห่งอาซาห์ เช่นเดียวกับชีน่า หากแต่ชีน่าไม่สามารถอดกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้ หญิงเหล็กผู้เป็นถึงหัวหน้ากองอัศวินขี่ม้าแห่งอาซาห์ ผู้ซึ่งถูกขนานนามว่าอาจหาญเกินกว่าชายใดๆ บัดนี้กลับตัวสั่นเทาด้วยอาการสะอื้น เซียร์เองก็เศร้าหมองไม่ต่างไปจากผู้อื่น เอรอนนั้นแม้จะไม่เคยพบเจ้าชายดูรอน หากแต่ฐานะของเขาซึ่งสวมแทนอยู่ บุรุษซึ่งชาวเมืองต่างก็รักยิ่ง ความรู้สึกที่บังเกิดแก่เอรอนนั้นเศร้าหมองราวกับสูญเสียพี่น้องผู้ร่วมสายเลือดกันก็ไม่ปาน
เอรอนมองที่แผ่นกระดาษม้วนอีกครั้ง พลันก็พูดขึ้นมาว่า
“ดูนี่สิ อ่านดูดีๆเถิด ที่ว่าเปิดประตูสู่แดนไกลแล้วเจ้าชายจะกลับคืน อาจจะไม่ได้หมายถึงข้าก็เป็นได้ อาจจะมีความหมายเป็นนัย ว่าการที่ข้ามาอยู่ที่นี่เป็นหนทางที่จะนำตัวเจ้าชายกลับมาก็เป็นได้ หรือมิเช่นนั้นก็อาจจะหมายถึงประตูอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับข้าก็เป็นได้ พวกท่านอย่าพึ่งสิ้นหวังสิ”
“พอเถิดเอรอน ข้ารู้ดีว่าท่านเองก็เข้าใจดี หากเป็นดังท่านว่าจริง สักวันหนึ่งพวกเราคงได้ประจักษ์”
โกเบิร์คพูด ด้วยต้องการจะรักษาน้ำใจของเอรอน
พ่อมดเฒ่าเห็นว่าหากมัวแต่เศร้าโศกเช่นนี้ต่อไปจะคุยกันไม่ได้ความ จึงได้นำเอาแผนที่ขึ้นมากางออกบนโต๊ะตัวเดิม แล้วจึงกล่าวว่า
“ขอพวกท่านจงฟังข้าเถิด เอรอนเจ้าช่วยทวนสิ่งที่นางเอลฟ์บอกไว้แก่เจ้าให้พวกข้าได้ฟังอีกครั้งหนึ่งเถิด”
เอรอนหลับตาลง หลังจากเรียบเรียงความทรงจำในใจเพียงชั่วครู่ เอรอนก็กล่าวตามเสียงของนางเอลฟ์ที่ดังก้องอยู่ในใจออกมาว่า
“เจ้าจงเดินทางไปยังดินแดนตะวันออก ณ.สุดแผ่นดินแห่งเอเลนนอร์ จงข้ามทะเลไปสู่เกาะใหญ่ ที่ซึ่งเอลทิม่าหลับไหล ข้าจะรอเจ้าอยู่ที่นั่น และโปรดจงรับสิ่งนี้ไว้ จงเก็บมันไว้อย่าให้ห่างกาย แล้วสิ่งนี้จะนำพาเจ้ามาหาข้า” พูดจบเอรอนก็ลืมตาขึ้น
“นางกล่าวแก่ข้าเพียงเท่านี้ พร้อมกับมอบสิ่งนี้ให้ข้ามา” เอรอนชูสายสร้อยขึ้น
เมื่อเอรอนพูดจบ เอโอแวนก็เรียกให้พวกเขามองดูที่แผนที่ พร้อมกับชี้ไปที่รูปปราสาทเมืองอาซาห์ตรงกลางแผนที่ ลักษณะภูมิประเทศในแผนที่นั้น มองไปด้านขวาจากปราสาทจะพบว่ามีป่าขนาดกว้างใหญ่ที่เขียนเอาไว้ว่าป่าต้องห้าม สุดเขตป่าทางทิศตะวันออกมีเขาหินสูงชันเรียงรายเป็นทางยาวจากเหลือลงไปทางใต้ เลยจากเขาหินนั้นไปก็สุดขอบทวีปเอเลนนอร์ ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ไกลออกไปจากปราสาทอาซาห์ มีเมืองท่าที่ชื่อซิลโมเนีย ส่วนทางด้านตะวันตกเฉียงใต้เป็นเมืองท่าชื่อโกร๊ก หากมองข้ามทะเลไปจะเป็นเกาะขนาดมหึมา ณ สถานที่นั้นมีเมืองปราสาทที่ชื่อว่าโบลแวงการ์ ทิศใต้ของปราสาทเป็นทะเลทรายอุรุคอันกว้างใหญ่ และเลยลงไปเป็นป่าที่เรียกว่าป่าทมิฬ
“จุดหมายของเจ้าอยู่ที่ใดสักแห่งรอบเมืองปราสาทโบลแวงการ์แห่งนี้ ข้าคิดว่าน่าจะเป็นหนึ่งในโบราณสถานที่มีอยู่มากมายบนเกาะนี้เป็นแน่ เอรอน”
“ข้าจะไปถึงที่นั่นได้อย่างไร หากดูจากแผนที่แล้วข้าควรต้องไปขึ้นเรือที่ซิลโมเนียใช่หรือไม่”
“ไปทางนั้นมิได้หรอกนะเอรอน” โกเบิร์คขัดขึ้น
“ถูกแล้ว เส้นทางเดินเรือจากซิลโมเนียสู่ท่าเทียบเรือของเกาะตะวันออก มีอสูรร้ายเจ้าสมุทรขวางอยู่ เจ้าจงฟังเถิดเอรอน ข้าเอโอแวนผู้ซึ่งเคยเหยียบย่างไปทั่วทั้งพิภพธราเอเรียผู้นี้ จะชี้นำเส้นทางแก่เจ้าเอง”
เอโอแวนกล่าวพลางชี้ไปมาบนแผนที่
“เจ้าต้องมุ่งหน้าไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ เดินทางไปตามเส้นทางขนส่งเก่าแก่ผ่านเส้นทางตัดเขา เข้าสู่ซิลโมเนีย จากนั้นเดินทางต่อไปตามเส้นทางตะวันออก ซึ่งจะพาเจ้ามุ่งหน้าลงใต้สู่โกร๊ก แล้วจึงข้ามทะเลไปสู่เกาะตะวันออก เท่านี้เจ้าก็จะถึงที่หมายอย่างปลอดภัย”
“หากต้องไปขึ้นเรือที่โกร๊ก เดินทางลัดป่านี้ไปจะไม่เร็วกว่ามากหรือท่าน” เอรอนพูด
“ห้ามเด็ดขาดเอรอน ข้าขอเตือนเจ้า จงอย่าได้ย่างกรายเข้าสู่เขตป่าต้องห้ามเป็นอันขาด หาไม่แล้วเจ้าจะไม่ได้กลับออกมา”
“ตกลงท่าน ข้าจะจำไว้อย่างดี และจะไม่เข้าไปยังป่าต้องห้าม”
“ข้าคิดว่าเจ้าจำเป็นต้องมีผู้รู้เส้นทางไปกับเจ้าด้วย จึงได้ขอให้เซียไปกับเจ้า หากแต่การเดินทางครั้งนี้อาจจะมีอันตรายมากกว่าที่คิดนัก ด้วยอำนาจอันชั่วร้ายของจอมปิศาจ อาจจะปลุกให้เหล่ามารซึ่งหลับใหลกลับตื่นขึ้น หากพบพวกมันเข้า ลำพังกำลังของพวกเจ้าอาจจะไม่รอด”
เอโอแวนมองไปยังอัศวินแห่งอาซาห์ทั้งสองก่อนที่จะเอ่ยขึ้นว่า
“ข้าอยากจะให้พวกเจ้าเดินทางไปกับพวกเขาด้วย ชีน่า โกเบิร์ค”
“แต่ว่า”
ทั้งสองพูดขึ้นพร้อมกัน ชีน่าจึงผงกศีรษะเป็นทีว่าให้โกเบิร์คได้พูดก่อน
“หากข้าทั้งสองไป แล้วใครกันเล่าจะอยู่คอยปกป้องปราสาท และอาณาจักรอาซาห์”
กษัตริย์อารอนได้ยินดังนั้นจึงเอ่ยขึ้นมาว่า
“เรื่องนี้สำคัญกว่าความอยู่รอดของอาณาจักรมากนัก นี่อาจจะเป็นการเดินทางที่มีอนาคตของธราเอเรียเป็นเดิมพัน เจ้าทั้งสองอย่ามัวแต่ห่วงอยู่ จงร่วมเดินทางเถิด”
“แต่ว่าฝ่าบาท” ทั้งสองพูดพร้อมกันอีกครั้ง
“ไม่มีคำว่าแต่ใดๆทั้งสิ้น หรือว่าเจ้าทั้งสองไม่เชื่อในความสามารถของกองทหารแห่งอาซาห์ หรือเจ้าทั้งสองจะมอบภาระที่แสนสาหัสยิ่งนี้ แก่พวกเขาทั้งสองรับไปโดยลำพังอย่างนั้นรึ”
ทั้งสองไม่สามารถพูดสิ่งใดได้อีก จึงได้แต่นิ่งเงียบพลางก็ครุ่นคิดไม่ตก
“จงไปเถิดพวกท่านทั้งสี่ ข้ากับท่านเอโอแวนจะดูแลท่านพ่อให้เอง” เจ้าหญิงเอ่ยขึ้น
“เช่นนั้นแล้วเจ้าทั้งสองจงฟัง ข้าขอสั่งให้เจ้าร่วมเดินทางไปกับเอรอนแม้จนสุดขอบเหว และจงปกป้องเขาด้วยฉายาแห่งเจ้า กว่าที่เรื่องราวทั้งหมดจะจบลง”
ทั้งสองรับคำ แล้วจึงรีบออกไปเตรียมตัวพร้อมทั้งสั่งการกองทหารแลกำชับเรื่องต่างๆจนหมดสิ้น จากนั้นทั้งสี่ก็ไปพบกันที่หน้าประตูเมืองชั้นนอกสุด พ่อมดเฒ่ามอบของสิ่งหนึ่งให้แก่เอโอแวน เป็นซองหนังขนาดเล็กหว่าฝ่ามือ ภายในใส่กระดาษแผ่นเล็กๆเอาไว้ พร้อมกำชับว่าอย่าเปิดออกดูจนกว่าจะถึงคราวคับขันจริงๆ เอรอนรับคำแล้วทั้งสี่ก็ขึ้นขี่ม้าที่บรรทุกเสบียงอาหารและน้ำซึ่งทหารจัดเตรียมเอาไว้ให้ ควบออกไปตามเส้นทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มุ่งหน้าสู่ซิลโมเนีย
. . . . . . . . . .
ระหว่างทางพวกเขาทั้งสี่ต่างก็คิดกันไปต่างๆนาๆ ทั้งสิ่งที่จะต้องเผชิญต่อจากนี้ ทั้งเป็นห่วงอาณาจักรอาซาห์ ทั้งป่าต้องห้ามที่มองเห็นไกลๆอยู่ทางขวามือของพวกเขาที่เป็นแนวยาวสุดลูกหูลูกตา เมื่อควบม้าวิ่งมาได้สักระยะ โกเบิร์กจึงบอกให้ลดความเร็วลงปล่อยให้ม้าได้เดินบ้างวิ่งบ้างจะดีกว่า ทั้งสี่จึงควบม้าเดินขนาบกันไป ระหว่างทางเอรอนก็ได้ถามขึ้นว่า
“เกิดอะไรขึ้นในมหาสงครามครั้งก่อน ที่ถูกเรียกว่ารอยน้ำตาแห่งธราเอเรียอย่างนั้นหรือ”
“ท่านสนใจประวัติศาสตร์โบราณเช่นนั้นด้วยหรือ” ชีน่าถาม
“มันเกี่ยวโยงกับสิ่งที่ข้าอาจจะต้องเข้าไปพัวพันเชียวนะ จะให้ข้าไม่อยากรู้ได้อย่างไร”
“เช่นนั้นแล้วข้าจะเล่าให้ท่านฟังเอง ข้าเคยฟังจากผู้เฒ่าเอโอแวนมาครั้งหนึ่ง”
เซียร์พูดดังนั้น แล้วจึงเริ่มเล่าเรื่องราวที่นางได้ฟังมาจากพ่อมดเฒ่าถึงชนวนเหตุที่ทำให้มหาสงครามครั้งนั้นอุบัติขึ้นคือบุรุษเพียงคนเดียว เขาปรากฏตัวขึ้นบนทวีปเอเลนนอร์นี้ซึ่งแต่เดิมถูกเรียกว่า “อุรุค” ซึ่งเป็นภาษาโบราณอันมีความหมายว่า “เอกภพอันกว้างไกล” หรือมีความหมายโดยนัยว่า “ทวีปที่ใหญ่ที่สุด”
บุรุษผู้เป็นชนวนเหตุแห่งมหาสงครามนั้นได้ปรากฏตัวขึ้น พร้อมกับสิ่งหนึ่ง ซึ่งสิ่งนั้นคืออะไรไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ตัวตนของบุรุษผู้นี้เต็มไปด้วยปริศนา และจากจารึกที่หลงเหลืออยู่หลังสงครามสิ้นสุดลง มีเพียงว่านามของบุรุษผู้นั้นคือ เอเลนนอร์ ซึ่งหลังสิ้นสุดสงครามทวีปนี้ก็ถูกเรียกว่าทวีปเอเลนนอร์ แต่จะเพราะเหตุใดนั้นเรื่องราวยังคงเป็นปริศนา และยังมีคำพูดประโยคหนึ่งซึ่งถูกสลักเอาไว้ทุกที่ที่เกี่ยวข้องกับความทรงจำของสงครามในครั้งนั้นว่า “จงอย่าลืมจิตวิญญาณแห่งเอเลนนอร์” แต่ช่วงเวลาที่แปรเปลี่ยนมาจนกระทั่งบัดนี้ ทำให้ผู้คนต่างค่อยๆพากันลืมเลือนจิตวิญญาณแห่งเอเลนนอร์ แล้วตำนานก็ค่อยๆเงียบหายไปจนผู้คนลืมเลือนยุคของฝันร้ายและคำสาปเมื่อครั้งนั้นไปจนหมดสิ้น
รายละเอียดของสงครามนั้น จอมปีศาจแห่งเซิร์น ได้นำกองทัพเผ่าพันธุ์ปิศาจออกโจมตีเมืองต่างๆทั่วทั้งธราเอเรีย ภายใต้ธงตราอัคคี แล้วใช้ชื่อว่ากองทัพเซิร์น หรือกองทัพอัคคี ทั้งนี้เพราะคำว่าเซิร์นมีความหมายว่าไฟในภาษาโบราณ แท้จริงแล้วนามแห่งจอมปิศาจนั้นได้ถูกเปิดเผยโดยกษัตริย์อวารอน หากแต่จารึกต่างๆที่กล่าวถึงต่างถูกทำลายไปสิ้น นามนั้นจึงสาบสูญไป สงครามได้ต่อเนื่องไปนานหลายปี
ท้ายที่สุดปฐมกษัตริย์แห่งมนุษย์ทั้งปวงกับเจ้าชายแห่งเอลฟ์ อวารอนและโอเรอัลทา*1 ไล่ต้อนกองทัพของเซิร์นไปจนมุมอยู่ที่เมือง อุรุควอธริซ เมืองหลวงเก่าของชาวมนุษย์ ทั้งสองเข้าต่อสู้กับจอมปิศาจและตัดแขนซ้ายมันไปได้ข้างหนึ่ง
เมื่อสบโอกาสอวารอนจึงแทงดาบเข้าทะลุหัวใจปักคาอกจอมปิศาจจนแน่น จอมปิศาจสลัดอวารอนจนล้มลงแล้วจึงดึงดาบนั้นออกจากอกพุ่งเข้าหาอวารอน โอเรอัลทาเห็นท่าไม่ดีจึงถือโล่วิ่งเข้าไปช่วย แต่ด้วยเพลิงสุดท้ายแห่งจอมปิศาจ บวกกับความแกร่งของดาบแห่งอุรุค ดาบนั้นจึงทะลุโล่นั้นเข้ามาปักกลางอกโอเรอัลทา แล้วจอมปิศาจก็ทิ้งคำสาปเอาไว้ก่อนจะดับสูญ ส่วนโอเรอัลทานั้นสิ้นใจในภายหลังเมื่อได้ฝากความหวังไว้ให้ลูกหลานแห่งอวารอน
เมื่อตะวันเริ่มคล้อยลง ทำให้ท้องฟ้าถูกย้อมไปด้วยสีแดง ในตอนนี้เป็นเวลาพลบค่ำ โกเบิร์คกล่าวขึ้นมาว่า
“หากไปต่อเบื้องหน้าอีกไม่ไกลนักก็จะถึงเส้นทางตัดช่องเขาที่จะพาพวกเราไปสู่ซิลโมเนีย การเดินทางตอนกลางคืนจะมีอันตราย หากจะหาที่พักแรมคงต้องหาเอาแถวชายป่าใกล้ๆนี้ เพราะหากไปต่อข้างหน้านี้จะมีแต่พื้นที่โล่งแจ้งเต็มไปด้วยกรวดทราย ท่านเห็นเป็นอย่างไรเอรอน”
“ข้าเองนั้นอยากจะไปถึงโบลแวงการ์ให้เร็วขึ้นแม้เพียงนาทีเดียว ด้วยกังวลต่อสิ่งที่ท่านเอโอแวนกังวลจนต้องรีบร้อนขอให้ข้ารีบเดินทาง หากแต่ข้านั้นมิเคยคุ้นเส้นทางเลยแม้แต่น้อย ด้วยพึ่งจะมาอยู่ได้ไม่นาน ท่านมีข้อชี้แนะอันใดก็จงอย่าได้เก็บเงียบไว้เลย ข้าต้องขอให้ท่านช่วยแล้ว”
โกเบิร์คได้ยินดังนั้นจึงว่าให้ตามเขาไป แล้วเขาก็นำทั้งสามคนไปจนถึงชายป่าทางทิศตะวันออก เมื่อผูกม้าเข้ากับต้นไม้แล้ว ทั้งสี่ก็ช่วยกันจัดเตรียมพื้นที่สำหรับนอนพัก โกเบิร์คก่อกองไฟขึ้น
เมื่อท้องฟ้ามืดสนิทเป็นสัญญาณว่ากลางคืนได้มาถึงแล้ว ทั้งสี่นั่งล้อมกองไฟกินอาหารที่ได้เตรียมเป็นเสบียงมา เมื่ออิ่มท้องทั้งสี่ก็คุยกันถึงเรื่องการเดินทางต่อจากนี้ แล้วเอรอนก็ถามขึ้นว่า
“นี่รึป่าต้องห้าม ที่ท่านเอโอแวนว่าไว้เป็นหนักหนา ห้ามให้ข้าเข้าไปเป็นอันขาด”
“ใช่แล้ว แต่นี่เรายังอยู่เพียงชายป่ารอบนอก” ชีน่าพูด
“ป่าต้องห้ามนั้นหมายถึงบริเวณที่อยู่ลึกเข้าไปในป่านี้”
“ต้องเข้าไปลึกเพียงใดหรือ จึงจะเข้าสู่เขตป่าต้องห้าม”
“คงมีเพียงท่านพ่อมดเฒ่าเท่านั้นที่รู้” โกเบิร์คพูด
“ใช่แล้ว ไม่มีมนุษย์ผู้ใดกล้าย่างกรายเข้าไปลึกเกินกว่าชายป่ารอบนอกนี้หรอกท่าน” เซียร์พูด “จะมีก็เพียงเหล่าเอลฟ์แห่งพงไพร ข้าได้ยินมาจากท่านอาจารย์ว่าเอลฟ์ได้สร้างอาณาจักรขึ้นมาลึกเข้าไปในป่านี้”
“เหตุใดจึงไม่ขอให้เอลฟ์ช่วยนำทางพวกเราลัดผ่านป่านี้ไปเล่า” เอรอนถาม
“นับแต่เมื่อครั้งที่เอลฟ์เข้าไปเร้นกายอยู่ภายในป่า ก็ไม่มีมนุษย์ผู้ใดได้พบเห็นพวกเขาอีกเลย”
“หากเป็นดังท่านว่า ข้าก็พึ่งได้พบกับเจ้าหญิงของเหล่าเอลฟ์มาไม่นานนี้เองมิใช่รึ ที่พวกเขาออกเคลื่อนไหวภายนอกป่าอีกครั้งหลังจากที่หลบซ่อนตัวอยู่นาน ดังที่ผู้เฒ่าได้เล่ามา มิได้หมายความว่าเวลาที่พวกเขาจะกลับมาปรากฏตัวอีกครั้ง ได้มาถึงแล้วหรอกหรือ เช่นนั้นแล้วการที่ข้าจะไปพบตามที่นางบอกให้เร็วที่สุด ก็น่าจะได้รับการช่วยเหลือจากพวกเขามิใช่หรือ”
“หากท่านหาพวกเขาจนพบได้ล่ะก็” เซียร์พูด
“จริงสินะ นั่นต้องเข้าไปในป่าต้องห้าม แต่เหตุใดจึงเรียกมันว่าป่าต้องห้ามกันเล่า”
“ว่ากันว่ามีสิ่งมีชีวิตชั่วร้าย พยายามจะเข้าไปทำลายเหล่าเอลฟ์ตามคำสั่งของจอมปิศาจ จึงมารวมตัวกันในป่านี้”
“เช่นนั้นแล้วเหตุใดเอลฟ์จึงไม่ถูกพวกมันพบเข้ากันเล่า”
“ท่านอาจารย์เคยเล่าว่า เอลฟ์มีสายตาที่ดีมาก สามารถมองเห็นได้ทั้งในยามกลางวันและกลางคืนเพียงแค่มีแสงดาวเท่านั้น และหากเอลฟ์อยู่ท่ามกลางพงไพร พวกเขาสามารถพรางตัวไม่ให้มีผู้ใดพบเห็นได้ เว้นแต่พวกเขาจะต้องการ จึงไม่แปลกที่สิ่งมีชีวิตชั่วร้ายเหล่านั้นจะหาพวกเขาไม่พบ แล้วเมื่อเนิ่นนานเข้าพวกมันจึงได้ทำรังอยู่ในป่านี้”
“เช่นนั้นแล้ว นอกจากจะต้องฝ่ารังของสิ่งมีชีวิตชั่วร้ายนั่นเข้าไปแล้ว ยังจะไม่สามารถหาพวกเขาได้พบอีก ช่างไร้ความหวังเสียจริง ข้าล่ะอยากรู้นักว่าผู้เฒ่าเอโอแวนหาพวกเขาพบได้อย่างไร”
เมื่อเอรอนพูดจบ ทั้งสี่จึงชวนกันเข้านอน กลางดึกคืนนั้นเอรอนได้ได้ยินเสียงซุบซิบจากในป่า แต่เขาก็ฟังไม่เข้าใจความหมาย อีกทั้งยังไม่แน่ใจว่าเป็นความฝันหรือความจริงกันแน่
เมื่อมาถึงเช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ยังไม่ทันที่ตะวันจะปรากฏให้เห็นบนท้องฟ้า ทั้งสี่ต่างก็สะดุ้งตื่นเพราะเสียงฝีเท้าของอะไรบางอย่าง ที่วิ่งย่ำเศษใบไม้และต้นหญ้าไปมาจากในป่าใกล้ๆ พวกเขาเห็นเงามืดวูบไปมาในเงาของเหล่าต้นไม้ใหญ่ พวกเขาต่างพากันคว้าอาวุธแล้วรวมกลุ่มเข้าด้วยกัน หากแต่เงามืดเหล่านั้นก็ไม่บุกเข้ามา ทั้งสี่จึงรีบเร่งออกไปนอกชายป่า ดวงตะวันเริ่มทอแสงส่องสว่างไล่มาจากขอบฟ้า เมื่อพ้นเขตป่าพวกเขาต่างมองหน้ากัน ด้วยประหลาดใจกับสิ่งแปลกๆที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่ราวกับจะถามว่าสิ่งนั้นคืออะไรกัน แต่ไม่มีผู้ใดรู้ ทั้งสี่จึงขึ้นม้าที่จูงอยู่ แล้วควบมันมุ่งหน้าไปยังช่องผาอันเป็นเป้าหมาย
. . . . . . . . . .
::หมายเหตุ______________________
*โอเรอัลทา แปลว่าหัวใจอันยิ่งใหญ่ ในภาษาแควนยา มาจาก ore (หัวใจ ในความหมายว่า “จิตใจ”)กับ alta(ยิ่งใหญ่) ซึ่งเป็นภาษาเอลฟ์ที่ เจ. อาร์. อาร์. โทลคีน เป็นผู้สร้างขึ้น และถูกใช้ในปกรณัมชุดมิดเดิลเอิร์ธ